คู่มือวัดสร้างสุข (5ส ภาคประชาชน)

ข้อมูลเบื้องต้น

ชื่อหนังสือ คู่มือวัดสร้างสุข (5ส ภาคประชาชน)
รายละเอียด

          โครงการวัดสร้างสุข เป็นโครงการริเริ่มจากสำนักกองทุนสร้างสุขภาพ หรือ สสส. ร่วมมือกับ สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท.   เป็นโครงการเชิงปฏิบัติจริง  มีระยะประมาณ 5 ปี  เพื่อสร้างกลไกการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมประเทศไทยให้มีวินัย  จนสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยตนเอง   แนวคิดมาจากการที่ชาวญี่ปุ่นมีข้อดีเรื่องหนึ่ง คือ วัฒนธรรมของคนในประเทศที่มีวินัยสูง ไม่ว่าจะเกิดภาวะวิกฤตอย่างไร  ประชาชนก็ยังคงมีจิตใจที่รักความมีวินัยเคารพสิทธิของกันและกันอย่างเคร่งครัด  และได้ทำอย่างออกมาโดยอัตโนมัติ กลายเป็นวัฒนธรรมของคนในประเทศ  จะเห็นเป็นตัวอย่างชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎจราจร ถึงแม้ท้องถนนจะไม่มีรถ แต่คนข้ามถนนก็รอจนไฟเขียวถึงเดินข้าม

          ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่ดีหลายเรื่อง  การเป็นสยามเมืองยิ้ม  การคิดสร้างสรรค์ไม่ติดกรอบอิสระเสรีในความคิด จึงทำให้คนบางกลุ่ม ผสมปนเปความคิดกับการกระทำ  กลายเป็นการกระทำที่อิสระเสรี  เป็นเหตุให้เกินพอดี   ทำให้การปฏิบัติตัวอิสระเสรีทำตามใจตัวเองเป็นใหญ่  เป็นเหตุให้เกิดการละเมิดสิทธิผู้อื่น  ขาดความเกรงใจ  ดังนั้น การรบกวนผู้อื่นจึงเกิดขึ้น  ทำความรำคาญ  ความเดือดร้อน  ละเมิดสิทธิ การขอให้คนอื่นช่วยเหลือตนเองจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาปกติ   หยิบยืมของผู้อื่นใช้จนกลายเป็นของตนเอง  หนักเข้าก็ยืมเงินทองแล้วไม่คิดจะใช้คืน    ส่งผลให้เกิดความคุ้นชินที่จะมองตนเป็นใหญ่ หรือ “อัตตาธิปไตย” ในมุมมองที่เป็นลบ  แต่ไม่ใช้มุมมองที่เป็นบวก “พึ่งพาตนเอง อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ” เพราะเหนื่อย ลำบาก แต่จะให้คนอื่นมาทำประโยชน์ให้ตนเอง แต่ถ้าเราทำเอง คำถามที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ คือ “ทำแล้วฉันจะได้อะไร” “มีงบไหม” “อนุมัติหรือยัง”  จะหา “จิตอาสา” ทำโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นสิ่งที่หาได้ยากในสังคมปัจจุบัน  ส่วนใหญ่เป็นพวก “ทำแล้ว ถ่ายรูป”  ต้องลงหนังสือพิมพ์ ออกสื่อมวลชน บันทึกชื่อ จารึกชื่อไว้  บางครั้งทำบุญสร้างพระในอุโบสถ ก็ต้องจารึกชื่อไว้ที่ฐานพระ กลัวจะไม่ได้บุญ แต่ไม่ได้คิดว่า เวลาพระมากราบไหว้พระพุทธรูป จะกราบชื่อเราด้วย เหมาะสมไหม ทำบุญได้บาป   เมื่อการ คิดผิด ตั้งคำถามผิด เริ่มต้นผิด พฤติกรรมต่อเนื่องจึงคำนึงประโยชน์ส่วนตนจนกลายเป็น  “ความเห็นแก่ตัว”  ความรู้สึกที่เห็นประโยชน์กับผู้อื่น สังคม ประเทศชาติ จะเป็นเป้าหมายที่ด้อยลงไป   ความคิดถูก เห็นถูก ปฏิบัติถูก ในแนว “ธรรมาธิปไตย”  จึงถูกลืม  ประกอบกับการปกครองเน้นเสียงข้างมาก  “ประชาธิปไตย”   คนไทยในประเทศส่วนใหญ่มีลักษณะเน้นอัตตาเป็นส่วนใหญ่  จึงเน้นประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก  เรียกร้องให้ผู้อื่นช่วยเหลือตนเอง  ให้ประโยชน์ตนเอง เป็นหลัก  ผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ก็ถูกเลือกจากเสียงส่วนใหญ่ที่เน้นอัตตา  จึงเกิดบรรยากาศในประเทศที่ใคร กลุ่มใด มีโอกาส มีอำนาจ จะแสวงหาประโยชน์เข้าตัวเอง  กลุ่มพวกพ้องตนเอง เกิดภาวะปฏิบัติไม่เท่าเทียม ความเจริญจึงกระจุกตัวเป็นกลุ่ม  การตั้งโจทย์จากส่วนรวม ประเทศ แล้วค่อยมาส่วนตัว เพื่อให้ได้ประโยชน์ร่วมกันจึงถูกมองข้าม  จนความสามารถในการช่วยตนเองน้อยลง  อยากได้ อยากเสพ แต่ไม่อยากทำ  ต้องการอะไรที่ได้มาโดยง่าย  เริ่มตั้งแต่วัยเรียน ไม่ต้องการเสียเวลาเรียน ขี้เกียจอ่านหนังสือ ทำการบ้าน เลยใช้วิธีการติว บอกสูตร คณิตคิดลัด ที่มาที่ไปไม่เอา จนกลายเป็นว่า เลขง่าย ๆ ปัจจุบัน บวก ลบ คูณ หาร ไม่เป็น บางครั้ง 2+2 ก็คว้าเครื่องคิดเลขมาจิ้ม เพราะ คิดไม่เป็น เร็วกว่า สมองเป็นสมองมือหนึ่ง เพราะ สมองไม่เคยได้ใช้  การศึกษาจึงเน้นการจำ มากว่าการฝึกให้คิด วิเคราะห์ ความเป็นเหตุเป็นผล เริ่มลอกการบ้าน  ทุจริตเล็ก ๆ น้อย ๆ  ต้องการวิธีการที่ลัดสั้น  เป็นแรงผลักดันให้ติดเป็นนิสัย กลายเป็นค่านิยมคอรัปชั่น ยัดเงินใต้โต๊ะเพื่อลัดคิว  อนุมัติผ่านทั้งที่ผิดกฎหมาย กลายเป็นว่า “เงิน” เป็นคำตอบสุดท้าย เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการโดยง่าย สนองความต้องการตนเองเป็นหลัก

          ปัจจุบันสังคมไทยจะใช้ “เงิน” เป็นตัวแก้ปัญหาจนเคยชิน   ด้านความรู้สึกด้านจิตใจจึงถูกลืม  พ่อแม่จะต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งมีมาตรฐานชีวิตที่สูง  มีแต่ความสบายแต่ไร้ความสุข  ต้องมีรถ มีบ้าน มีคอนโดหรู  ลูกต้องเรียนโรงเรียนอินเตอร์  จบจากเมืองนอก  เลยต้องหาเงินทั้งพ่อและแม่เพื่อเพียงพอต่อค่าใช้จ่าย  เลยไม่มีเวลาเลี้ยงดูแลลูก  แก้ปัญหาโดยใช้เงินดูแลแทน  เด็กรุ่นใหม่บางคนจึงอยู่กับเงินหรือสิ่งของที่พ่อแม่ได้หาไว้ให้ เช่น Smart Phone   หรือ Tablet เป็นต้น  สิ่งที่เห็นจึงกลายเป็นว่า พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะติด Chat  เสียเป็นส่วนใหญ่  ก้มหน้า ก้มตา จิ้มโทรศัพท์ หูก็มีหูฟังอุดไว้  บางคนติด Bluetooth ไว้ที่หู ดูเหมือนคนพิการทางหู ต้องใช้เครื่องช่วยฟัง เวลาเดินข้ามถนน ทางรถไฟ จึงไม่ระวัง จนเกิดอุบัติเหตุบ่อย ๆ  จ้องแต่ Line ในโทรศัพท์โดยไม่สนใจคนรอบข้าง  แม้แต่เวลาทำงาน  ไม่คุยกับลูกค้าที่อยู่ข้างหน้า แต่คุยกับคนในโทรศัพท์ พ่อ แม่ อยู่บ้านเห็นหน้าเห็นตาไม่คุย แต่คุยกับเพื่อนที่ไม่เห็นหน้าทางโทรศัพท์เป็นชั่วโมง บางคนคุยจนหลับ  สักวันหนึ่งถ้าท่านเสียไป ถึงตอนนั้นก็เสียใจ ทำไมไม่ใช้เวลาตอนอยู่กับท่านไม่ใช้เวลากับท่านให้เต็มที่  ทุกวันนี้ Smart Phone Tablet  เป็นของจำเป็น รวมมูลค่าในตัวเกือบครึ่งแสน ทั้งที่ยังหาเงินไม่ได้สักบาท  กลายเป็นสิ่งที่แสดงฐานะ ความทันสมัย  ทั้งที่ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์เหล่านี้น้อยไม่คุ้มค่า เล่นเกมส์  ดูหนัง ฟังเพลง เป็นส่วนใหญ่  ความสัมพันธ์ทางจิตใจ และสังคมระหว่างครอบครัว เพื่อนฝูง จึงเริ่มทดถอย หายไป  ยิ่งเน้นการเป็นอัตตามากขึ้น  จนเปลี่ยนจาก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน  

          จะเห็นว่าต้นเหตุมาจากคำว่า “วินัย” การเคารพกติกา  เคารพสิทธิผู้อื่น    การขาดวินัยเป็นต้นเหตุปัญหา  ไม่แบ่งแยกเวลา โดยเฉพาะ ค่านิยม ไม่รักษาเวลา มาสายเป็นประจำ  หากคนไทยยังรักษาเวลาไม่ได้ อย่างอื่นคงไม่ต้องพูดถึง   รถไฟในญี่ปุ่นทั้งประเทศ สถิติมาช้ากว่ากำหนดทั้งปี รวมแล้วในหลักนาที   แต่ถ้าเป็นของไทย ทั้งปีรวมแล้วคงจะหลายเดือน

          คนไทยมีลักษณะดื้อเหมือนแมว  ถ้าดึงหางเข้าหาตัวเรา แมวจะขืนตัวไปข้างหน้า  ถ้าผลักไสให้ออกไป จะดันตัวเข้าหา เป็นลักษณะของแมว  การสอนบอกกล่าวให้มีวินัยตรงๆ  ก็จะดื้อไม่ทำ  ที่เห็นได้ชัด คือ กฎหมายจราจรมีไว้ให้ละเมิด  ให้ไปซ้ายก็จะไปขวา  ให้ไปขวาก็จะไปซ้าย  ย้อนศรเป็นประจำแม้เป็นรถเก๋ง  ห้ามเลี้ยวก็จะเลี้ยว  ให้ใส่หมวกนิรภัยก็จะไม่ใส่  แขวนไว้ หรือกอดไว้ พอเจอด่านตำรวจจะรีบใส่    แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังคงนับถือศาสนาพุทธ   พระส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติตามหลักพระวินัยยังมีจำนวนมาก และเป็นที่พึ่งทางใจของคนไทย  ยังเชื่อฟัง เคารพในตัวพระสงฆ์   กลยุทธ์ที่ง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน คือ ให้วัดเป็นศูนย์กลางในการสร้างวัฒนธรรม “มีวินัย” ให้คนไทยอย่างแยบยล  เพราะ คนไทยนิยมเข้าวัดทำบุญ  แต่ไม่ละชั่ว ยังกินเหล้า เล่นการพนัน  แทงหวย  ติดอบายมุข เหมือนไม่ชอบอาบน้ำ แต่ชอบใส่เสื้อผ้าใหม่     การทำบุญคนไทยจะนิยมทำสังฆทาน  ซื้อชุดสังฆทานที่ทางวัดเตรียมไว้ เป็นลักษณะวนใช้   ดอกไม้ก็วนใช้  ถ้าธูป เทียน วนใช้ได้ก็จะวนใช้  อีกหน่อยคงจะมีแต่ ธูป เทียน ไฟฟ้า ไม่ต้องจุด  โดยทำบุญหยอดเงินเป็นค่าถังสังฆทาน ธูปเทียน และดอกไม้ ซึ่งถังสังฆทาน ดอกไม้ เคยถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปแล้ว  แต่เอาคืนแล้วถวายให้ใหม่ โดยที่ไม่ทราบว่าพระองค์จะอนุญาตหรือไม่   เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันจนกลืนเป็นวัฒนธรรมไทยไปแล้วในปัจจุบัน  โดยไม่ได้คิดใคร่ครวญความละเอียดทางจิตใจว่าสมควรหรือไม่    

          สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)  จึงได้มีความคิด “เปลี่ยน” วัฒนธรรมไทยในการทำบุญใหม่ เป็นการใช้เครื่องมือบริหารอุตสาหกรรม “5ส” เป็นกลไกในการเปลี่ยนให้คนไทยทำบุญด้วย “แรงใจ” มากกว่า “แรงเงิน”  จากสังคม “ทุนนิยม”  เป็นสังคม “บุญนิยม” อย่างแท้จริง   โดยถวายความรู้ด้าน 5ส แก่พระสงฆ์ เพื่อให้พระคุณเจ้าเป็นผู้นำบุญ  เทศน์ 5ส สู่ประชาชน ชักชวนให้เข้าไปพัฒนาวัด  ด้วยแรงกาย  การทำความสะอาดวัด  จัดระบบการจราจรของวัด  การทำความสะอาดห้องน้ำวัด  การจัดระบบการเบิกของใช้ในวัด  การจัดเก็บของใช้ของสงฆ์  การสร้างบรรยากาศในวัดให้เป็นที่สัปปายะ  ให้ญาติโยมได้สัมผัสความสะอาด สว่าง สงบ ทางจิตใจในขณะพัฒนาวัด  ได้คิดพิจารณาฝึกจิต โดยใช้หลัก 5ส  และจะติดเป็นนิสัยคนไทยไปใช้ในบ้าน ครอบครับ สังคมประเทศชาติ  เกิดกระแสนิยมในทางที่ถูก  ซึ่ง 5ส มี 5 ข้อ ง่าย ๆ ดังนี้

  1. สะสาง
  2. สะดวก
  3. สะอาด         
  4. สร้างมาตรฐาน
  5. สร้างวินัย

          ถ้าพิจารณาที่เป็นกลไกขับเคลื่อนคือ ข้อ 1-3  สำหรับข้อ 4 และ 5 จะเกิดขึ้นทางจิต หรือ เปลี่ยนนิสัย พฤติกรรมคน เมื่อทำข้อ 1-3 จนเข้าเป็นนิสัย หรือ วัฒนธรรม นั่นเอง 

         เป้าหมายการทำ 5ส ส.ส.ท. จะเริ่มดำเนินการสำรวจวัดตัวอย่างที่ดีในประเทศไทยเพื่อเป็นต้นแบบ  ในการนี้ได้ทำการสำรวจแล้วหลายวัด เช่น วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก  วัดปทุมวนาราม วัดปัญญานันทาราม และที่เป็นต้นแบบได้สมบูรณ์ คือ วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) จังหวัดสระบุรี   หลังจากนั้น  ถวายความรู้แด่พระสงฆ์  สามเณร พระสังฆาธิการ  และได้อบรมผู้นำ 5ส แก่ผู้ที่มีจิตอาสาจากโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเป็นตัวคูณ พัฒนาวัด  นำความรู้ที่ได้ไปทดลองพัฒนาวัดนำร่อง ซึ่งได้กำหนดขึ้นจำนวน 4 วัด คือ

  • วัดคลองเตยใน
  • วัดจำปา
  • วัดด่าน
  • วัดสุทธิวราราม

จากนั้นพอได้ต้นแบบ รูปแบบ แนวร่วม เครือข่าย โดยเฉพาะ สมาชิก ส.ส.ท. ที่เป็นโรงงานจำนวนมาก ที่มีจิตอาสา เห็นประโยชน์ ได้อนุมัติบุคลากร งบประมาณ เวลา ให้พนักงานมาเป็นจิตอาสา พัฒนาวัดนำร่อง อาทิเช่น บริษัท อูซูอิ อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด , บริษัท ไทยอีลินี จำกัด, บริษัท ไมโครการปัก จำกัด , บริษัท สยามอุตสาหกรรมและการผลิต จำกัด , บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) , บริษัท เค ไลน์ คอนเทนเนอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ซี.พี.เอฟ. (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

         โดยจุดสำคัญจะเชื่อมระหว่าง ส.ส.ท. และเครือข่ายโครงการพันธมิตรของ สสส.  ผ่านพระสงฆ์เป็นแกนนำ และผู้นำ 5ส ที่ได้ผ่านการอบรมเป็นผู้ขับเคลื่อน ให้ชุมชนรอบข้างหรือบุคลากรที่ดูแลวัดเป็นผู้รักษาระบบ สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพให้เกิดขึ้นแก่วัดเป็นตัวอย่างเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจแก่ชุมชน มวลชน ผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นตัวอย่างแก่ประชาชนที่เข้ามาวัด  ให้วัดสร้างความสุขแก่ชุมชน ประชาชนผู้พบเห็น

        แนวทางปีที่ 2 ส.ส.ท. จะจับคู่วัดกับโรงงาน 100 คู่ พร้อมทั้งผลักดันเข้าสู่องค์กรต่าง ๆ เพื่อให้เป็นนโยบายนำไปปฏิบัติ เช่น วงการสาธารณสุข วงการการศึกษา วงการกองทัพ วงการมหาดไทย ข้าราชการ  เป็นต้น

          แนวทางปีที่ 3 จะขยายผลเป็น 1,000 คู่ เป็น 1,000 โรงงาน 1,000 พื้นที่  เช่น วัด  โรงพยาบาล โรงเรียน โรงพัก ตลาด สวนสาธารณะ อบต. เทศบาล อบจ. เป็นต้น  โดยการส่งเสริมการประกวด 5ส ภาคประชาชน  สร้างกระแสให้เกิดการตื่นตัวทั่วประเทศ สอดรับกับ AEC แนวทางปีที่ 4 และ 5 จะขยายผลไปทั่วประเทศ

ผู้แต่ง
บรรณาธิการ 0 0
ปี 0000
พิมพ์ครั้งที่ 1
วันที่เพิ่ม 2014-12-24 19:14:14
ประเภท
  • ดาวโหลด

    รายละเอียด